ประวัติความเป็นมา
Omega Speedmaster เปิดตัวครั้งแรกในปี 1957 ในฐานะ นาฬิกาจับเวลา (Chronograph) สำหรับกิจกรรมกีฬามอเตอร์สปอร์ตและการแข่งรถ รุ่นแรก (Ref. CK2915) มาพร้อม ขอบหน้าปัดแบบทาคีมิเตอร์ (Tachymeter) สำหรับคำนวณความเร็ว และมีหน้าปัดแบบ 12 ชั่วโมงสามวงพร้อมคริสตัลอะคลิริก (Hesalite) แบบนูนที่ให้ความคมชัดสูง นาฬิกา Speedmaster เดิมไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการเดินทางสู่อวกาศ แต่ด้วยคุณสมบัติทนทานกันน้ำ 200 เมตร ป้องกันสนามแม่เหล็ก และกลไกลไขลานมือ (Calibre 321) ที่แม่นยำ ทำให้เรือนนี้กลายเป็นเรือนท็อปของ Omega ในยุคนั้น
ทำไม NASA ถึงเลือก Speedmaster
ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 นาซาต้องการนาฬิกาข้อมือกลไกลเป็นอุปกรณ์สำรองให้กับระบบดิจิทัลของนักบินอวกาศ และได้เชิญผู้ผลิตนาฬิกาสี่แบรนด์ให้ส่งนาฬิกามาทดสอบคุณสมบัติในสภาวะขั้นสุดขั้วของอวกาศ นาฬิกาทุกเรือนต้องผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการทั้งความร้อนสูง ความเย็นจัด แรงสั่นสะเทือน แรงดันสูญญากาศ และความชื้น โดยมีรายงานว่านาฬิกาแบรนด์อื่นทั้ง Hamilton (นาฬิกาตัก) Rolex และ Longines ตกรอบตั้งแต่ขั้นทดสอบแรกๆ และ มีเพียง Omega Speedmaster เท่านั้นที่รอดทุกการทดสอบ ผลจากการทดสอบในปี 1965 นี้ทำให้ Speedmaster ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก NASA ว่าสามารถใช้ในภารกิจอวกาศมนุษย์ทุกชุด รวมถึงการออกปฏิบัติงานนอกยาน (EVA)
- นาซาเชิญ 4 แบรนด์ส่งนาฬิกาทดสอบ โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นนาฬิกาข้อมือกลไกเท่านั้น
- นาฬิกาทดลองถูกนำไปใส่ในห้องทดสอบเพื่อให้เจอกับอุณหภูมิสูงถึง 93°C ต่ำสุด –18°C ภายใต้สุญญากาศ และการสั่นสะเทือนแรงสูงหลายรูปแบบ ผลปรากฏว่า Speedmaster ผ่านทุกการทดสอบได้สำเร็จเป็นเอกฉันท์
ภารกิจอพอลโล 11 และ Speedmaster
ในภารกิจ Apollo 11 วันที่ 20 กรกฎาคม 1969 มนุษย์เดินทางไปลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรก Omega Speedmaster (รุ่นอ้างอิง 105.012) ได้รับแจกให้นักบินอวกาศทุกคนเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน. เมื่อ นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) เป็นคนแรกที่ออกก้าวบนผิวจันทรา เขาได้ทิ้งนาฬิกา Speedmaster ไว้ในโมดูลลงจอด (Eagle) เพื่อใช้เป็นสำรองให้กับระบบนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ที่มีปัญหา ขณะที่เพื่อนร่วมทีม บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) ตัดสินใจสวม Speedmaster ของตัวเองเมื่อออกเดินบนดวงจันทร์ ทำให้นาฬิกาของอัลดรินกลายเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่สวมบนพื้นผิวจันทรา จากนั้น NASA ได้นำ Speedmaster ที่ใช้ในภารกิจ Apollo 11 ไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์กายอวกาศ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์อวกาศแห่งชาติ รัฐวอชิงตัน)
เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับ Speedmaster และ Moonwatch
- Armstrong vs Aldrin – แม้ อาร์มสตรอง จะเป็นคนแรกบนดวงจันทร์ แต่เขาทิ้ง Speedmaster ไว้ที่โมดูล และ บัซ อัลดริน ได้รับเกียรติเป็นคนแรกที่สวม Speedmaster บนนิ้วจันทรา
- นาฬิกาที่สูญหาย – นาฬิกาของอัลดรินหลังปฏิบัติภารกิจถูกส่งให้พิพิธภัณฑ์ แต่ระหว่างขนส่งกลับสูญหายไป (ไม่พบเรือนจริง)
- ของขวัญกษัตริย์และรางวัล – เพื่อฉลองความสำเร็จ Omega ผลิต Speedmaster ทองคำรุ่นพิเศษเป็นของขวัญแก่ประธานาธิบดีนิกสันแห่งสหรัฐฯ แต่เขาปฏิเสธเนื่องจากราคาสูงในทางกลับกัน Omega ยังได้รับ “รางวัลสนูปปี้” (Snoopy Award) จาก NASA สำหรับความช่วยเหลือในภารกิจ Apollo 13 ซึ่ง Speedmaster มีบทบาทสำคัญในการจับเวลาไฟจรวดให้ลูกเรือกลับโลกปลอดภัย
- ภาพลักษณ์ Moonwatch – หลังภารกิจ Apollo Success ความเชื่อมโยงกับดวงจันทร์ทำให้ Speedmaster กลายเป็น นาฬิกาตำนาน “Moonwatch” แห่ง Omega เริ่มสลักคำว่า “The First Watch Worn on the Moon” ไว้บนฝาหลังนาฬิการุ่นใหม่ และยังคงทำตลาด Speedmaster เป็นรุ่นที่รู้จักที่สุดของแบรนด์ตลอดมา
นาฬิกา Omega Speedmaster Professional Ref. 105.012 คือเรือนเวลาในตำนานที่ใช้โดยนักบินอวกาศของ NASA รวมถึงในภารกิจ Apollo 11 ซึ่งกลายเป็นรุ่นที่ถูกจารึกว่าเป็น “Moonwatch” ตัวจริงของประวัติศาสตร์
Omega Speedmaster Professional 105.012
- ผลิตช่วงปี: ประมาณ 1964–1968
- ใช้โดย: Neil Armstrong, Buzz Aldrin, Michael Collins (Apollo 11)
- สถานะ: เป็นนาฬิกา Moonwatch รุ่นแรกที่สลักคำว่า “Professional” บนหน้าปัด
ตัวเรือน
- วัสดุ: สแตนเลสสตีล
- ขนาด: 42 มม. (วัดจากฝั่งซ้ายสุดถึงขวาสุดของตัวเรือน)
- ความหนา: ประมาณ 13.5 มม.
- ขาหัวสาย: ~48 มม.
- ฝาหลัง: แบบขันเกลียว สลักโลโก้ Seahorse
- กระจกหน้า: Acrylic (Hesalite) โค้งนูน
- เม็ดมะยม: ขนาดเล็กกว่ารุ่นหลัง โลโก้ “Ω” แบบชัดเจน
กลไก
- รหัสกลไก: Omega Caliber 321
- ประเภท: กลไกจับเวลาไขลาน (Manual-winding chronograph)
- โครงสร้าง: Column-wheel chronograph (high-end)
- ความถี่: 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 Hz)
- ทับทิม: 17 เม็ด
- สำรองพลังงาน: ~44 ชั่วโมง
- คุณสมบัติเด่น: มีฟังก์ชันจับเวลาแบบ 3 วงย่อย (วินาทีเล็ก, 30 นาที, 12 ชั่วโมง)
หน้าปัด
- สี: ดำด้าน (Matte black)
- รูปแบบ: หน้าปัด 3 วงย่อย (Subdials) ที่ตำแหน่ง 3-6-9 นาฬิกา
- ขอบหน้าปัด: Tachymeter bezel แบบอลูมิเนียม สีดำ
- เข็มนาฬิกา: เข็ม “Alpha hands” หรือ “Baton hands” พร้อมพรายน้ำ
- มาร์กเกอร์: แบบแท่ง มีพรายน้ำ Tritium (เรืองแสงในความมืดสมัยก่อน)
สายนาฬิกา
- วัสดุเดิม: สายเหล็กสแตนเลสแบบ Riveted หรือ Flat-link
- รหัสสาย: 1506, 1039 (ในบางล็อต)
- หัวเข็มขัด: Omega vintage clasp พร้อมโลโก้
จุดเด่นพิเศษของรุ่น 105.012
- เป็น Speedmaster รุ่นแรกที่ติดคำว่า “Professional” บนหน้าปัด (หลังจากได้รับการรับรองจาก NASA ในปี 1965)
- ใช้กลไก Caliber 321 ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกลไกจับเวลาระดับไฮเอนด์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก
- ใช้ในภารกิจอวกาศจริง รวมถึงการ เหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ในปี 1969
- ปัจจุบันรุ่น 105.012 ได้รับการสะสมและมูลค่าสูงในตลาดนาฬิกาวินเทจ
ด้วยประวัติในการใช้งานในอวกาศเทียบเท่าทหารผ่านศึก Omega Speedmaster Professional จึงได้รับสมญานาม “Moonwatch” ในฐานะตัวแทนของนาฬิกาที่บุกเบิกดวงจันทร์. ด้วยการออกแบบที่เป็นอมตะ การันตีความทนทาน และเรื่องเล่าอันน่าประทับใจที่ผูกพันกับภารกิจ Apollo 11 นาฬิกา Moonwatch จึงยังคงเป็นไอคอนที่ได้รับความนิยมอย่าง สูงจนถึงปัจจุบัน